ReadyPlanet.com
dot dot
dot
กลุ่มหลักสูตรและรายละเอียดหลักสูตร
dot
bulletการพัฒนาตนเอง
bulletการพัฒนาองค์กร
bulletการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
bulletการบริหารทรัพยากรมนุษย์
bulletการขายและการตลาด
bulletการบริการและลูกค้าสัมพันธ์
bulletการพัฒนาทักษะทางคอมพิวเตอร์
dot
People Value Consulting
dot
bulletSmart Job Description
bulletEasy & Effective Competency
bulletระบบการบริหารผลงาน (PMS.)
dot
Download เอกสารอบรม / สัมมนา
dot
bulletเอกสารประกอบการฝึกอบรม
bulletตัวอย่างแบบฟอร์มต่างๆ
dot
ลูกค้าของเรา
dot
bulletองค์กรเอกชน
bulletหน่วยงานภาครัฐและราชการ
bulletองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร
dot
รวมลิงค์เว็บเพื่อนบ้าน
dot
bulletQ and A Learning Center
bulletHR Center
bulletเวบ อ.ทองพันชั่ง
bulletThaiBestJobs.Com
bulletคณะ วจก.มอ.
bulletสมาคมศิษย์เก่า วจก.มอ.
bulletgoodthinkingtraining.com
bulletTheResultTraining Chiang Mai
bulletเวบ อ.ทวีวรรณ กมลบุตร
bulletBlog อ.ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร
bulletเวบ อ.วิศาล จันทร์สิทธิพงศ์




เทคนิคการบริหารชีวิตหลังเกษียณสำหรับคนรุ่นใหม่

พอพูดถึงคำว่า “เกษียณ” หลายคนคงคิดถึงคนทำงานแก่ๆที่อายุไม่น้อยกว่า 55 ปีขึ้นไป และคนในวัยหนุ่มสาวรู้สึกว่าคำๆนี้ยังห่างไกลจากชีวิตตัวเองมาก ก็เลยไม่ค่อยให้ความสำคัญมากนัก จนอายุใกล้ๆหกสิบแล้วค่อยคิดถึงชีวิตหลังเกษียณ คนทำงานในบ้านมักจะคิดและดำเนินชีวิตเช่นนี้มาโดยตลอด
 

แต่...คำว่า “เกษียณ” ที่ผมกำลังจะพูดถึงต่อไปนี้ ไม่ได้หมายถึงเฉพาะการเกษียณด้วยอายุตัวที่มากตามที่องค์กรต่างๆกำหนดไว้ แต่หมายถึง ชีวิตหลังการทำงานประจำ เป็นชีวิตแห่งการพักผ่อน เป็นช่วงชีวิตแห่งอิสระที่อยากจะทำอะไรตามที่ใจคิดได้ อยากไปเที่ยวก็ไปได้ อยากจะทำประโยชน์เพื่อสังคมก็ทำได้ อยากจะหยุดอยู่บ้านเฉยๆก็ทำได้ ฯลฯ

ดังนั้น คำว่า “เกษียณ” จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุตัว คนอายุยี่สิบสามสิบก็สามารถเกษียณตัวเองได้ ถ้ามีทรัพย์สมบัติมากเพียงพอที่จะเลี้ยงตัวเองได้ตลอดชีวิต ผมเคยเห็นคนหนุ่มสาวบางคนอายุยังไม่มากและเกษียณตัวเองจากการทำงานประจำ คนเหล่านี้ใช้ชีวิตในการทำงานหาเงินเพียงไม่กี่ปี และเงินที่หามาได้สามารถเลี้ยงตัวเองได้ตลอดชีวิต อย่างนี้ก็สามารถเรียกกว่า “เกษียณ”ได้เช่นกัน

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมเชื่อว่าการเกษียณจึงไม่ใช่เรื่องที่ห่างไกลกับชีวิตคนทำงานในวัยหนุ่มสาวอีกต่อไป คนทำงานทุกวัน ควรจะใส่ใจและให้ความสำคัญกับการบริหารชีวิตหลังเกษียณให้มากขึ้น ผมไม่อยากเห็นคนไทยใช้ชีวิตหลังเกษียณอยู่บ้านเพียงอย่างเดียว เพราะอายุมาก สุขภาพแย่ เงินไม่มี จึงไปไหนไม่ได้ ผมอยากให้คนที่เกษียณในบ้านเราใช้ชีวิตอย่างอิสระ มีความสุข และสามารถนำเอาผลพวงแห่งความสุขนั้นไปช่วยเหลือสังคมบ้าง

เมื่อไหร่ก็ตามเรายังยึดติดกับการเกษียณด้วยอายุแล้ว ผมเชื่อว่าคนที่มีกำลังกายและกำลังสมองก็จะถูกใช้งานในฐานะของลูกจ้างไม่สามารถไปทำประโยชน์อะไรให้กับใครได้นอกเหนือจากประโยชน์ของนายจ้างและตัวเอง คนทำงานเปรียบเสมือนคนที่ถูกล่ามเชือกหรือโซ่ที่ต้องสาละวนอยู่กับหน้าที่ความรับผิดชอบที่ถูกกำหนดโดยคนอื่น ไปไหนไม่ได้ ชีวิตอยู่กับเงื่อนไข “ถ้า........., แล้ว.........” อยู่ตลอดเวลา เช่นถ้าไม่ทำงานก็ไม่มีเงินเดือน ถ้าไม่ขยันก็อาจจะตกงาน ฯลฯ และสุดท้ายก็ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความจำเจ หาเช้ากินค่ำ หาต้นเดือนกินปลายเดือนอยู่ร่ำไป พูดง่ายๆว่าคนเก่งๆในสังคมจะถูกจับจองเป็นเจ้าของโดยองค์กรต่างๆ ถูกตีตราว่าคนนั้นคือพนักงานขององค์กรนี้ คนนี้คือพนักงานขององค์กรนั้น เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตจึงถูกจำกัดโดยเงื่อนไขของการว่าจ้าง จึงทำให้คนทำงานขาดอิสระที่จะไปคิดไปทำอะไรตามที่ใจปรารถนา ทั้งๆที่ในความเป็นจริงสามารถทำได้ แต่คนส่วนใหญ่หมดกำลังใจที่จะแสวงหาโอกาสในยามวิกฤติ คนทำงานเหมือนคนที่ติดคุกทางใจที่นายจ้างกั้นลูกกรงซี่ห่างๆไว้ แต่คนทำงานจะเสริมลูกกรงให้มันมีความถี่ยิ่งขึ้น จนปิดกั้นจิตใจตัวเองไม่ให้วิ่งออกไปนอกกรง คนทำงานชอบคิด(เอาเอง)ว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้หรอกเพราะเป็นลูกจ้างอยู่ อย่าไปคิดทำอะไรเลย มันเสี่ยงกว่าการเป็นลูกจ้าง

ผมเคยได้ยินว่านักโทษที่ติดคุกส่วนใหญ่ใช้ชีวิตเหมือนคนติดคุก แต่ก็มีนักโทษบางคนใช้ชีวิตในคุกได้อย่างคุ้มค่า เช่น มีนักโทษบางคนถือโอกาสฝึกอาชีพ บางคนฝึกชกมวยจนสามารถออกมาชกตามเวทีนอกคุกได้ บางคนใช้เวลาที่อยู่ในคุกแต่งหนังสือ ผมเคยได้ยินเพลงลูกทุ่งเพลงหนึ่งดีเจประกาศว่าคนแต่งคือนักโทษในคุก นอกจากนี้มีนักโทษหลายคนที่ใช้เวลาที่อยู่ในคุกสร้างโอกาสให้กับตัวเองในการศึกษาต่อจนจบในระดับต่างๆ ฯลฯ จากตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าคนติดคุกเขาติดคุกเฉพาะร่างกายเท่านั้น แต่ใจเขาไม่ได้ติดคุกไปด้วย จิตใจและสมองของเขายังมีอิสระที่จะคิดที่จะทำอะไรตามที่ใจต้องการภายใต้ข้อจัดที่คนอื่นเห็นว่าเป็นวิกฤติ ในขณะที่คนเหล่านี้คิดว่ามันเป็นโอกาสเพราะมีเวลาว่างเยอะ ไม่มีภาระใดๆในการทำงาน ซึ่งตรงกันข้ามกับคนทำงานที่ร่างกายมีอิสระ แต่ใจติดคุกแทน และเป็นคุกที่ตัวเองสร้างขึ้นมาเองเสียส่วนใหญ่ ใครก็ตามที่ใจติดคุกทางใจ แม้กระทั่งการหายใจเพื่อความอยู่รอดก็ยังรู้สึกเหนื่อย

แต่ถ้าเราสามารถสร้างค่านิยมให้คนไทยเกษียณตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย ตั้งแต่กำลังกายและกำลังสมองยังแข็งแรงอยู่ ผมเชื่อว่าคนเกษียณเหล่านี้มีโอกาสออกมาสร้างประโยชน์ให้กับสังคมไทยของเราได้มากยิ่งขึ้น เพราะเมื่อชีวิตของเราไม่ต้องหาเช้ากินค่ำ ชีวิตของเขามีอิสระมากขึ้น การคิดถึงคนอื่นก็จะเพิ่มมากขึ้น โอกาสที่จะช่วยเหลือคนอื่นนอกเหนือจากตัวเองและนายจ้างก็มีมากขึ้นเช่นกัน
 

เทคนิคการวางแผนเพื่อการเกษียณตัวเองจากงานประจำ
 

  • ถามตัวเองว่าอยากเกษียณออกจากงานประจำหรือไม่ เพราะอะไร?
    คำถามนี้ต้องเป็นคำถามแรกสำหรับทุกคน เพราะถ้ายังไม่มีคำตอบ และตอบว่า “ไม่อยาก” ก็อย่าเพิ่งไปสร้างความลำบากให้กับชีวิตเลย ทำงานเป็น “มนุษย์เงินเดือน” ทำงานไปเดือนๆรับเงินไปเดือนๆก็สบายดีอยู่แล้ว อย่าหาเรื่องให้ตัวเองลำบากมากไปกว่านี้เลยครับ
    แต่..ถ้าใครที่ตอบว่า “อยาก” ก็ยังมีนัยอยู่สองอย่างคือ คุณอยากเกษียณเพราะเบื่องานประจำที่ทำอยู่ หรือไม่ก็คุณมีไฟที่อยากจะทำอะไรที่คุณคิดว่าน่าจะทำได้ดีกว่านี้ ใครที่อยากเกษียณเพราะเบื่องานประจำ ขอแนะนำว่าขอให้คิดเสียใหม่ และอย่าเพิ่งคิดหรือทำอะไรต่อเลย เพราะขนาดทำงานประจำคุณยังรู้สึกเบื่อ แล้วจะแน่ใจได้ว่าถ้าเกษียณจากงานประจำไปทำอาชีพอิสระหรืออยู่บ้านเฉยๆคุณจะไม่เบื่ออีก ใครก็ตามที่เกิดความรู้สึกเบื่อบ่อยๆ รับรองได้ว่าไม่ว่าคุณจะไปอยู่ที่ไหน ทำอะไร ความเบื่อก็จะมาเยือนคุณอย่างสม่ำเสมอ
  • ถ้าอยากจะเกษียณออกจากงานประจำ อยากจะเริ่มเมื่ออายุเท่าไหร?
    ใครตอบคำถามข้อแรกได้ว่า “อยาก” และอยากเกษียณเพราะรู้สึกว่าอยากจะออกไปทำในสิ่งที่ตัวเองรักตัวเองชอบหรืออยากจะออกไปทำประโยชน์ให้สังคมที่กว้างกว่านี้ ก็ต้องถามตัวเองต่อว่า แล้วคิดว่าอยากจะเกษียณอายุจากงานประจำตอนอายุประมาณเท่าไหร่ เมื่อบวกลบกับอายุปัจจุบันแล้ว เหลือเวลาวางแผนเพื่อเตรียมตัวเกษียณตัวเองจากการเป็นลูกจ้างอีกกี่ปี

 

  • สิ่งที่อยากจะทำหลังจากออกจากงานประจำคืออะไร?
    เมื่อรู้แล้วว่าตัวเองอยากจะเกษียณจากการทำงานประจำอายุเท่าไหร่ ต้องถามต่อว่าแล้วชีวิตหลังเกษียณจากงานประจำ คุณอยากจะทำอะไร เพราะคงไม่มีใครอยากจะนั่งกินนอนกิน(แถมมีคนป้อนให้กินอีกต่างหาก...อัมพฤต อัมพาต)อยู่บ้านเฉยๆ คุณอยากจะทำสิ่งที่ตัวเองชอบเพื่อตัวเอง หรือคุณอยากจะทำสิ่งที่ตัวเองเพื่อคนอื่น(สังคม) หรือจะแบ่งสัดส่วนหรือช่วงเวลาของชีวิตเพื่อทำสิ่งต่างๆอย่างไร เช่น ช่วงแรกทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำ เมื่อประสบความสำเร็จแล้วจะขยายผลไปสู่การช่วยเหลือคนอื่นในสังคม
  • หาประสบการณ์โดยผ่านการพูดคุยกับ “อดีตมนุษย์เงินเดือน”ไว้บ้าง?
    เมื่อตัดสินใจอย่างแน่นอนแล้วว่าจะเกษียณอายุจากงานประจำเมื่อไหร่ ในระหว่างที่ยังทำงานประจำอยู่ควรลดเวลาคุยกับคนทำงานประจำให้น้อยลง และควรหาโอกาสและแบ่งเวลาไปคุยกับคนที่เกษียณอายุจากงานประจำไปแล้วให้มากขึ้น เพราะเท่ากับเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิตคนอื่นแบบเรียนลัด ถึงแม้ชีวิตเรากับเขาจะแตกต่างกัน แต่ผมเชื่อว่าแนวคิดและหลักใหญ่ๆในการดำเนินชีวิตหลังเกษียณน่าจะใกล้เคียงกันหรือพอนำมาประยุกต์ใช้กันได้บ้าง
  • งานอิสระคือบันไดคั่นระหว่างงานประจำกับคนเกษียณอายุจากการทำงาน
    คนรุ่นใหม่หลายคนกำหนดบันไดให้ชีวิตหลังวัยเรียนอยู่ 3 ขั้นคือ บันไดขั้นแรกคือการทำงานประจำเพื่อสะสมทรัพย์และประสบการณ์รวมถึงเป็นช่วงเวลาในการค้นหาตัวเอง บันไดขั้นที่สองมักจะเป็นการออกจากงานประจำไปทำอาชีพอิสระเพราะยังมีไฟอยู่และอยากจะทำในสิ่งที่อยากทำแต่ไม่ค่อยได้มีโอกาสทำตอนที่ทำงานประจำ และบันไดขั้นสุดท้ายคือการเกษียณอายุจริงๆเป็นช่วงที่มีทรัพย์มากพอที่จะเลี้ยงตัวเองได้ไปตลอดชีวิตและไม่คิดจะหาทรัพย์อะไรเพิ่มเติมแล้ว คิดอยากจะทำหรือไม่ทำอะไรก็ได้ เป็นช่วงของการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการลงทุนในชีวิตที่ผ่านมา
  • ต้องวางแผนชีวิตว่าถ้าเราเกษียณเร็ว แล้วเวลาที่เหลือในชีวิตเราจะไปทำอะไร?
    คนรุ่นเก่าที่เกษียณอายุเมื่ออายุห้าสิบหกสิบคงไม่ต้องคิดวางแผนชีวิตอะไรให้มากมายเพราะชีวิตช่วงที่เหลือมักจะน้อยกว่าชีวิตช่วงที่ผ่านมา แต่...พอมาถึงคนรุ่นใหม่ที่มักจะวางแผนเกษียณด้วยวัยที่ยังไม่มากนัก จะต้องวางแผนการใช้ชีวิตหลังเกษียณให้ดี เพราะช่วงชีวิตหลังเกษียณอาจจะยาวกว่าช่วงชีวิตที่ผ่านมา พูดง่ายๆว่าคนรุ่นใหม่ต้องใช้เวลาหลังเกษียณนานกว่าคนรุ่นเก่า จึงต้องวางแผนให้ดี
  • ฝึกซ้อมการใช้ชีวิตหลังเกษียณไว้บ้าง
    ก่อนที่จะเกษียณตัวเองออกจากการทำงานประจำ ควรจะซ้อมเกษียณไว้บ้าง เช่น ลาพักร้อนเพื่ออยู่บ้านและลองคิดว่าถ้าวันนี้เราเกษียณจากงานประจำแล้ว เราจะอยู่ได้หรือไม่ เพราะเพื่อนๆวัยเดียวกันยังทำงานอยู่ เราจะทำอะไร โดยใช้ช่วงเวลาสั้นๆเพียงไม่กี่วันลองสมมติตัวเองว่าเป็นเวลาแห่งการเกษียณจากการเป็นลูกจ้าง เพื่อทดสอบว่าสภาพจิตใจของเราพร้อมแล้วหรือยัง ถือเป็นการชิมลางของชีวิตหลังการเป็นลูกจ้าง ถ้าชิมแล้วยังรู้สึกไม่ชอบ ก็ยังพอที่จะเปลี่ยนใจเปลี่ยนแผนได้ แต่ถ้าชอบอาจจะต้องลองชิมบ่อยๆ เพื่อให้มั่นใจว่าชอบจริงๆ ไม่ใช่แค่อยาก

    สรุป คนรุ่นใหม่ต้องเปลี่ยนทัศนคติในการมองคำว่า “เกษียณ” ในเชิงลบมาเป็น “โอกาส” และต้องตั้งเป้าหมายว่าตัวเองควรจะเกษียณออกจากงานประจำเมื่อไหร่ เพื่อจะได้มีเวลาใช้ชีวิตหลังเกษียณไปทำสิ่งที่ตัวเองรักตัวเองชอบ และจะได้มีโอกาสสร้างประโยชน์ให้กับสังคมและโลกนี้ได้มากขึ้น มากกว่าการมีสังกัดและทำงานที่ได้ใช้ความรู้ความสามารถในขอบเขตที่จำกัด ผมเชื่อว่าถ้าคนรุ่นใหม่อยากจะเกษียณอายุตัวเองจากงานประจำเร็วขึ้น น่าจะเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย นายจ้างก็จะได้คนทำงานที่มีไฟ ถึงแม้เขาจะอยู่กับองค์กรไม่นาน แต่ก็น่าจะสามารถสร้างผลงานให้กับองค์กรได้มากขึ้น เพราะการที่คนรุ่นใหม่จะเก็บเงินได้มากเพียงพอต่อการเกษียณตัวเองจากการเป็นลูกจ้างมีทางเดียวคือต้องประสบความสำเร็จในอาชีพลูกจ้างให้เร็วขึ้น ซึ่งก็หมายถึงประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับ สำหรับคนทำงานเองก็จะได้ใช้ชีวิตได้อย่างคุ้มค่าสมราคาของการเกิดมาเป็นคนได้มากยิ่งขึ้น และสุดท้ายสังคมหรือโลกของเราก็จะมีผลงานแห่งชีวิตของคนเพิ่มมากขึ้น

ข้อมูลจำเพาะ
วันที่เขียน 22 ตุลาคม 2548
สถานที่เขียน ริมสระว่ายน้ำของโรงแรมอินทรา (ประตูน้ำ) เวลาประมาณ 07.00 น.ระหว่างรอบรรยายหลักสุตร “บันไดสู่อาชีพอิสระ”มูลเหตุจูงใจ ได้มีโอกาสสนทนากับนักท่องเที่ยวชาวนิวซีแลนด์ที่เกษียณอายุ(อายุประมาณ 56 ปี) และมาเที่ยวพักผ่อนที่เมืองไทย




การวางแผนชีวิต

วางแผนอาชีพเสริม เมื่อถึงเวลาวิชาชีพเสื่อม
การแบ่งปันและจัดสรรโอกาสสู่ความสำเร็จในชีวิต
เคล็ดลับ พัฒนาจุดแข็งเพื่อต่อยอดความสำเร็จ
ตั้งเป้าท้าทาย มีความหมายกับพฤติกรรมการทำงาน
การบริหารจัดการเงื่อนไขในชีวิต
ชีวิตนี้ผ่านจุดคุ้มทุนแล้วหรือยัง?
แบ่งเวลาหาโอกาสให้กับตัวเองบ้าง
ดีเหมือนกันที่มีลูกน้องที่แก่กว่าและมีปัญหา
สะสมประสบการณ์ชีวิตด้วยการคิดเชิงบวก(7/04/49)
เวลาที่มีค่ามากที่สุดคือเวลาที่น้อยที่สุด
คุณมีแผนทำ PM(Preventive Maintenance) ร่างกายตัวเองแล้วหรือยัง?
การฝึกอบรมมีประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองอย่างไร ?(14/3/48)
การบริหารสต๊อกสินค้าในชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ (3/07/49)
ทำอย่างไรจึงจะลด ละ เลิกการใช้ชีวิตที่คิดลบ?(28/08/49)
ทำไมต้องรอให้คิดได้เมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิต?(16/08/49)
ทำอย่างไรถ้าคนใกล้ชิดเชื่อคนนอกมากกว่าคนในครอบครัว?(25/07/49)
ทางเลือกในการจัดการกับอารมณ์ของผู้อื่น
คนดีบ่น คนบ้าด่า อารมณ์เหมือนหรือต่าง?
ยิ่งมีทางเลือกมาก ยิ่งเลือกได้น้อย (14/11/49)
ถึงแม้ชีวิตเราจะเลือกเฉพาะสิ่งที่เราพอใจไม่ได้ แต่เราเลือกพอใจกับสิ่งทุกสิ่งได้ (12/10/49)
ความสำเร็จและความล้มเหลวคือจุดเดียวกัน (9/04/49)
ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเสียบ้าง
เทคนิคการแก้ปัญหาความเครียด
เทคนิคการสร้างแรงจูงใจในชีวิต
อย่ามัวแต่สะสมข้ออ้างที่ขัดขวางความก้าวหน้าในชีวิต(26/05/49)
จุดประกายความคิดในการดำเนินชีวิต
ดีเหมือนกันที่ขโมยขึ้นบ้าน
ยิ่งสูง ยิ่งต้องเลือกมาก เลือกยากและโอกาสเสี่ยงสูง
หลุดแล้วจ้า!!
อีกบทหนึ่งของชีวิต....
ปรับจริง......ปรับใหญ่
ตัวอย่าง Video Clip
คนที่เข้าใจยากคือโจทย์ชีวิตที่ท้าทาย
ข้อควรคิดก่อนที่จะตัดสินใจในชีวิต
การให้คือใบเบิกทางของการรับ
กรอบความคิดของชีวิตคน
โชคดีที่เกิดอุบัติเหตุ
เออ..ก็ดีเหมือนกัน
การสร้างแรงจูงใจเชิงรุก (Proactive Motivation)
คนมีค่า
ปัจจัยสู่ความสำเร็จที่แบ่งปันไม่ได้ ซื้อขายไม่ได้ หยิบยืมไม่ได้
ฝึกซ้อมล้มเหลวเพื่อความสำเร็จ
รู้เท่าทันตัวเอง : ปัจจัยพื้นฐานสู่ความสำเร็จในชีวิต
พัฒนาชีวิตด้วยแนวคิด Balanced Scorecard และ KPIs
อย่าไว้ใจโปรแกรมการคิดแบบอัตโนมัติ
สร้างจุดแข็งให้เป็นจุดเด่น
เทคนิคการทดสอบศักยภาพตัวเอง
การกำหนดเป้าหมายประจำวัน : จุดเริ่มต้นของความสำเร็จในชีวิต
“ชีวิตาภิบาล” กับการบริหารคุณภาพชีวิต (Good Quality of Life)
ชีวิตมีทางเลือกเสมอ : จงเลือกที่จะรักสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ก่อนที่จะเลือกทำในสิ่งที่เรารัก
ชีวิตแบบพึ่งพาและพอเพียง มิใช่พึ่งพิงและไม่เพียงพอ
จุดคุ้มทุน (Break Event Point) ของความสำเร็จในชีวิต
เทคนิคการพัฒนาตนเอง : การพัฒนาองค์ความรู้
ทำไมต้องพัฒนาตนเอง?
จะเริ่มต้นพัฒนาตนเองได้อย่างไร?
เทคนิคการพัฒนาตนเอง : เคล็ดลับการอ่านหนังสือแบบนักคิด
ความภูมิใจที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ผลของความสำเร็จ
เทคนิคการพัฒนาตนเอง : ข้อคิดในการบริหารชีวิตเชิงมิติ
การพัฒนาทักษะการคิด ด้วยการเขียน
การพัฒนาศักยภาพตัวเองด้วยการอ่าน
พัฒนาคุณภาพชีวิตกับหลักการคิดแบบ 5 ส
การบริหารเวลา….กับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ชีวิต
เทคนิคการพัฒนาตนเอง : การบริหารเวลา
การบริหารลูกค้าภายใน (Internal Customer Management)
การบริหารธุรกิจชีวิตสู่ความสำเร็จ
การจัดลำดับความสำคัญของกิจกรรมในชีวิต
เทคนิคการพัฒนาตัวเอง : กำจัดจุดอ่อนและพัฒนาจุดเด่น
กล้าเปลี่ยนแปลง(ตัวเอง)
เทคนิคการพัฒนาตนเอง : กลยุทธ์การบริหารข้อมูลย้อนกลับ (FEEDBACK)
ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่
ความแตกเพราะมือถือ
จากเด็กบ้านนอกสู่ผู้จัดการโรงงานอินเตอร์
ทำงานแล้วไม่ได้ผลตอบแทน ควรจะคิดบวกอย่างไร
คบเพื่อนคิดบวกเพื่อสร้างนิสัยการคิดเชิงบวก
6 Ps เพื่อบริหารงานบริการ ตอนที่ 1
เม้าท์เรื่องงาน กับ อลิส - น้ำใจคน
ความสำเร็จในชีวิตไม่ต้องไปหาที่ไหน เพราะมันอยู่ใกล้แค่เอื้อม article
เริ่มต้นคิดบวกจากการฝึกคิดสองด้าน
น้ำเหลือครึ่งแก้ว
รถติดไฟแดงคันแรกจะได้ออกเป็นคันแรกเมื่อไฟเขียวครั้งต่อไป
ขอชมเจ้าหน้าที่ธนาคาร
พฤติกรรมคนขับรถในห้างสรรพสินค้า
คุณมีแผนทำ PM(Preventive Maintenance) ร่างกายตัวเองแล้วหรือยัง?
ขับรถเล่นก็ดีเหมือนกัน
เทคนิคการบริหารความเสี่ยงในชีวิต (Risk Management)
คิดใหญ่ แต่ไม่ควรเริ่มต้นใหญ่
รู้เท่าทันตัวเอง : ปัจจัยพื้นฐานสู่ความสำเร็จในชีวิต
COST-BENEFIT กับการบริหารกำไรชีวิตแบบมูลค่าเพิ่ม
พัฒนาชีวิตด้วยแนวคิด Balanced Scorecard และ KPIs
เครื่องมือการพัฒนาศักยภาพการคิดสร้างสรรค์
การกำหนดเป้าหมายประจำวัน : จุดเริ่มต้นของความสำเร็จในชีวิต
เทคนิคการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
จุดคุ้มทุน (Break Event Point) ของความสำเร็จในชีวิต
เทคนิคการตัดสินใจเพื่อป้องกันการเสียใจและเสียดายในภายหลัง
ทำไมต้องพัฒนาตนเอง?
สร้างศักยภาพการแข่งขันของตัวเองจากบทเรียนขององค์กร
จะเริ่มต้นพัฒนาตนเองได้อย่างไร?
ดูหนัง Series แล้วย้อนมองดูความรักของเรา
การบริหารธุรกิจชีวิตสู่ความสำเร็จ
พัฒนาคน พัฒนาตน พัฒนาใจ ตอนที่ 1
การจัดลำดับความสำคัญของกิจกรรมในชีวิต
แม่ระบายอารมณ์ใส่ผม แล้วจะให้ผมไประบายอารมณ์ใส่ใคร
กล้าเปลี่ยนแปลง(ตัวเอง)
ชาวนากับนักธุรกิจ
นาฬิกากับเข็มทิศ เพื่อความสุขและความสำเร็จในชีวิต
นาฬิกากับเข็มทิศ เพื่อความสุขและความสำเร็จในชีวิต



Copyright © 2010 All Rights Reserved.

Providing Value to Your People