Learning System

จะดีแค่ไหน หากการอบรมจะช่วยให้บุคลากรของคุณสามารถนำความรู้ และทักษะที่ได้เรียนรู้มาใช้ปฏิบัติได้จริง


          จะดีกว่าไหม หากบุคลากรของคุณจะไม่เพียงแค่มีความรู้ แต่ยังมีความรอบรู้มากพอที่จะนำความรู้อันหลากหลายมาประยุกต์ใช้ในการทำงานจริง เพื่อสร้างผลลัพธ์หลังการเรียนรู้ และพัฒนาทักษะได้ต่อไป?

          เพื่อให้องค์กรของคุณสามารถพัฒนาบุคลากรให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นมากกว่าผลลัพธ์ People Value จึงออกแบบบริการ Learning System ขึ้น เพื่อการร้อยเรียงผลลัพธ์ (Output) ที่ผู้เรียนจะได้จากแต่ละวิชา มาเข้ากระบวนการเรียนรู้ทั้งในห้องเรียน นอกห้องเรียน และลงสนามการปฏิบัติจริง จนเกิดเป็นผลลัพธ์แบบต่อยอด (Outcome) ที่เอื้อผลประโยชน์ต่อธุรกิจได้มากยิ่งขึ้น และเห็นความคุ้มค่าในการลงทุนมากขึ้น

          บริการ Learning System คือ บริการออกแบบระบบการเรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนการเรียนรู้ที่ได้จากในห้องเรียน ไปสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นด้วยกระบวนการเรียนรู้นอกห้องเรียน ผ่านเครื่องมือและหลักคิดที่สำคัญในการพัฒนาบุคลากร คือ Learning Road Map, Non- Training Intervention, และ ทฤษฎี 70 : 20 : 10
 
Learning Road Map คืออะไร

         Learning Road Map คือ การเรียงลำดับการเรียนรู้ตั้งแต่ 2 วิชาขึ้นไปตามระดับความสำคัญ และความยากง่ายของความรู้ และทักษะ ที่จะได้จากแต่ละวิชา โดยแต่ละวิชาจะต้องส่งมอบผลลัพธ์ต่อกัน เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจได้ง่าย และเห็นความเชื่อมโยงของแต่ละชุดความรู้ และทักษะ เช่น
 
         
 
 
 
Non-Training Intervention คืออะไร

         Non-Training Intervention คือ เครื่องมือสำหรับการเรียนรู้นอกห้องเรียน ที่จะช่วยให้ผู้เข้าอบรมได้นำทักษะหรือการเรียนรู้ที่ได้มาฝึกการประยุกต์ใช้ เช่น การทำ Checklists การแสดงบทบาทสมมติ (Role Play) การจำลองสถานการณ์ (Simulation Game) เป็นต้น

         ตัวอย่างเครื่องมือ Non-Training Intervention และการใช้งาน
 

 
Checklists - การทำรายการสิ่งที่ต้องทำ หรือ พฤติกรรมที่ควรมี หรือไม่ควรมี เพื่อการทบทวนและตรวจสอบในภายหลัง
 
ตัวอย่างการใช้งาน : รายการสิ่งที่ควรทำ - ไม่ควรทำในขณะรับฟังความกังวลของทีมงาน
 
 
 
Reward Systems - ระบบการให้รางวัล ใช้เพื่อการกระตุ้นให้ผู้เข้าอบรมนำการเรียนรู้ที่ได้ไปใช้จริงในการทำงาน
 
ตัวอย่างการใช้งาน : ทุกครั้งที่ผู้เข้าอบรมเสนอความคิดเห็น จะได้รับแต้มสะสม เมื่อถึงกำหนดเวลา ผู้ที่ได้รับแต้มสะสมมากที่สุดถือเป็นผู้ชนะและได้รับรางวัล
 
 
Task Assignment - การมอบหมายภารกิจ / โครงการให้ปฏิบัติ
 
ตัวอย่างการใช้งาน : การให้เขียนแผนปฏิบัติงาน (Action Plan) ของโครงการที่ผู้เข้าอบรมได้รับมอบหมายมาส่งภายในระยะเวลาที่กำหนด
 
 

 
Brainstorming - การระดมสมอง
 
ตัวอย่างการใช้งาน : การระดมสมองเพื่อค้นหาความคิดสร้างสรรค์ที่จะใช้ในการพัฒนาการทำงาน
 
 
Simulation - การจำลองสถานการณ์
 
ตัวอย่างการใช้งาน : ผู้เข้าอบรมแบ่งเป็นกลุ่ม และส่งตัวแทนออกมารับภารกิจไปปฏิบัติ ซึ่งตัวแทนจะต้องมอบหมายงานให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด และทำเป้าหมายให้สำเร็จ
 
 
Case Study - กรณีศึกษา
 
ตัวอย่างการใช้งาน : ผู้เข้าอบรมวิเคราะห์โจทย์กรณีศึกษาที่กำหนดให้ เพื่อฝึกการคิดแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
 
 
Coaching Session - การโค้ชรายกลุ่ม / รายบุคคล
 
ตัวอย่างการใช้งาน : หลังจบการอบรมผู้เข้าอบรมจะต้องฝึกใช้ความรู้ และทักษะที่เรียนมาในการทำงานจริง หลังจากนั้น 15 วัน ก็จะนัดผู้เข้าอบรมเพื่อโค้ชว่าพบปัญหาในการนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้อย่างไร และควรจะปรับแก้ หรือพัฒนาอย่างไร
 
 
Role Play - การแสดงบทบาทสมมติ
 
ตัวอย่างการใช้งาน : ผู้เข้าอบรมแต่ละคนสวมบทบาทเป็นหัวหน้า และ ลูกน้อง เพื่อฝึกการ Feedback ผลการทำงาน


Idea Generation - การเชื่อมโยง และต่อยอดความคิด

ผู้เข้าอบรมร่วมกันนำความรู้ที่ได้จากการเรียนแต่ละวิชามาเชื่อมโยงให้เห็นภาพรวม และวางแผนโครงการที่จะประยุกต์ความรู้ไปใช้ในการงาน
 

Presentation - การนำเสนอโครงการ

ผู้เข้าอบรมได้รับการบ้านให้เขียนโครงการที่จะเสนอ เพื่อขออนุมัติในการดำเนินการจริง และสนับสนุนให้เห็นความสำคัญของการนำความรู้ที่ได้ไปใช้อีกครั้งจากผลลัพธ์ที่ได้จากโครงการ


 
ทฤษฎี 70 : 20 : 10 คืออะไร

         ทฤษฎี 70 : 20 : 10 คือหลักการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นโดย Morgan McCall, Michael Lombardo และ Robert Eichinger ร่วมกับ Centre for Creative Leadership จนเป็นโมเดลในการพัฒนาและเรียนรู้ที่ได้รับการนำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายในองค์กรชั้นนำต่างๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น Google, Standard Chartered, Nike, American Express, Coca-Cola, Microsoft, Bank of America, Home Depot, Dell, Oracle, และบริษัทชั้นนำอื่นๆ อีกมากมาย

         ทฤษฎี 70:20:10 นั้นคือการมองภาพรวมของการเรียนรู้และพัฒนา เทียบกระบวนการทั้งหมดนับเป็น 100% ใน 70% นั้นจะเป็นกระบวนการลงมือทำ เพื่อให้เกิดประสบการณ์ทำงานจริง เห็นผลลัพธ์ของการพัฒนาอย่างชัดเจน และช่วยย้ำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน เช่น On the job training (OJT) หรือ การมอบหมายโครงการให้ปฏิบัติ เป็นต้น ในขณะที่ 20% คือกระบวนการพี่เลี้ยงหรือโค้ช เพื่อการแนะนำแนวทางในการนำความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ไปปฏิบัติจริง และช่วยติดตามดูแลความคืบหน้าของโครงการที่มอบหมาย หรือผลการ OJT ส่วน 10% คือการเรียนรู้ในห้องเรียนเพื่อเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ และทัศนคติหรือพฤติกรรมที่ควรมีในการทำงาน ตัวอย่างกระบวนการ 70:20:10 ดังภาพ
 
ตัวอย่างกระบวนการเรียนรู้แบบ 70 : 20 : 10 (Learning System)
 
 
People Value ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ (Learning System) ด้วย 70 : 20 : 10 อย่างไร

          ในการเพิ่มโอกาสแห่งความสำเร็จในการพัฒนาบุคลากรผ่านทฤษฎี 70 : 20 : 10 เราจึงนำเอาเครื่องมือสำคัญทั้ง 2 ที่ได้แนะนำไปในเบื้องต้นมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการเรียนรู้ทั้ง 3 ส่วน นั่นคือ

          ส่วนที่ 1 : การเรียนรู้ในห้องเรียน (Training) 10%

          เพื่อให้การเรียนรู้ได้ผลลัพธ์ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ในบริการ Learning System ของเราจึงได้นำ Learning Road Map มาผสมผสานในการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียน ด้วยการจัดวางโครงสร้างหลักสูตร ตั้งแต่หัวข้อการเรียนรู้รายวิชา แผนการสอน ไปจนกระทั่ง การเรียงลำดับวิชา เพื่อให้ความรู้ ทักษะ และผลลัพธ์ที่ได้จากแต่ละวิชามีความสอดคล้องต่อเนื่องกัน สามารถนำผลลัพธ์ที่ได้จากการเรียนรู้ในวิชาก่อนหน้ามาต่อยอดความรู้ในวิชาต่อไปได้โดยไม่ทำให้ผู้เรียนสับสน และเสริมสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ให้สนุกสนาน และผ่อนคลายได้

          ส่วนที่ 2 : กระบวนการติดตาม วัดผล ประเมินผล และให้คำแนะนำ (Coaching / Mentoring) 20%

          เพราะความรู้เป็นสิ่งที่ตายตัว แต่สถานการณ์ที่เราเผชิญนั้นสามารถแปรเปลี่ยนได้หลากหลาย หากไม่มีประสบการณ์ในการประยุกต์ใช้ทักษะที่ได้เรียนรู้มารับมือจนเป็นความเข้าใจและความเชี่ยวชาญแล้ว ก็ย่อมจะตกหลุมพรางที่ทำให้การใช้ทักษะนั้นไม่ประสบความสำเร็จ และอาจทำให้ผู้เข้าอบรมเกิดความท้อแท้ในการพัฒนาตัวเองต่อไปได้ ใน Learning System ของเราจึงได้นำเครื่องมือ Non-Training Intervention ต่างๆ มาช่วยในการสนับสนุนและกระตุ้นผู้เข้าอบรมให้นำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปใช้ปฏิบัติจริง เพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น และสร้างความพร้อมที่จะฝึกฝนจนเกิดเป็นความเชี่ยวชาญต่อไปได้ เช่น กระบวนการ Coaching การสร้างระบบพี่เลี้ยง (Mentor) การให้คำปรึกษา การ OJT หรือการจำลองสถานการณ์ เป็นต้น

          ส่วนที่ 3 : การดำเนินการพัฒนาตามโครงการหรือแผนงาน (Practice) 70%

          เพื่อให้ผู้เข้าอบรมตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาตัวเอง และเห็นประโยชน์ของการนำความรู้ที่ได้ไปปฏิบัติอย่างแท้จริง Non-Training Intervention จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ Learning System ได้นำมาใช้ในกระบวนการนี้เช่นกัน ในส่วนนี้ผู้เข้าอบรมจะได้ใช้ทักษะ และสิ่งที่ได้เรียนรู้ ซ้ำๆ จนเห็นผลลัพธ์ของการกระทำที่เปลี่ยนแปลงไป เห็นการพัฒนาของผลงานที่ดีขึ้น จนเกิดความเชี่ยวชาญในการใช้ความรู้ หรือทักษะที่ได้เรียนรู้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เห็นผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้น ตัวอย่าง Non-Training Intervention ที่ใช้ในส่วนนี้ เช่น Problem Based Learning การมอบหมายภารกิจ Project Based Learning เป็นต้น
 
 
Learning System ดำเนินการอย่างไร?

            Learning System มีรูปแบบการให้บริการ ดังนี้

1. การเรียนรู้ 1 วิชา (Training) + Non-Training Intervention

            คือ การเรียนรู้ 1 วิชา และมีกระบวนการเรียนรู้นอกห้องเรียน เพื่อฝึกฝนให้เกิดความเข้าใจและเชี่ยวชาญมากขึ้น

1.1  การพัฒนาความรู้และทักษะ
 
 
1.2 การพัฒนาทัศนคติหรือพฤติกรรมในการทำงาน

 
2. การเรียนรู้ตั้งแต่ 2 วิชาขึ้นไป (Series) + Learning Road Map + Non-Training Intervention

            คือ การเรียนรู้ตั้งแต่ 2 วิชาขึ้นไป โดยมีการเรียงลำดับวิชาก่อน - หลัง ตามความยากง่ายของเนื้อหาวิชา และกระบวนการเรียนรู้นอกห้องเรียน เพื่อฝึกประยุกต์ใช้สิ่งที่ได้เรียนรู้จากวิชาแต่ละวิชาในการปฏิบัติจริง

2.1 การพัฒนาความรู้และทักษะ

 
2.2 การพัฒนาทัศนคติหรือพฤติกรรมในการทำงาน

 
          ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงมั่นใจได้ว่าบริการ Learning System จะช่วยให้บุคลากรของท่านได้รับการพัฒนาตามเป้าหมาย หรือผลลัพธ์การเรียนรู้ (Outcome) ที่องค์กรของท่านต้องการอย่างแท้จริง ตั้งแต่ความรู้ (Knowledge) ความเข้าใจในการนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปประยุกต์ปฏิบัติ (Skills) และตระหนักถึงประโยชน์ที่ตนจะได้รับจากการนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปใช้และปฏิบัติจริง (Attribute)
 
Follow up & Evaluations Solutions
 
กระบวนการวัด ติดตามและประเมินผลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้คุณรับรู้ถึงระดับการเติบโตและพัฒนาของบุคลากรได้อย่างชัดเจน และกำหนดแนวทางการพัฒนาต่อไปให้สอดคล้องกับกลยุทธ์หรือเป้าหมายองค์กรได้
ตัวอย่างโครงการที่เราออกแบบ

ตัวอย่างการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นตามวัตถุประสงค์ และผลลัพธ์ที่ต้องการหลังจบโครงการ

วิเคราะห์และออกแบบอย่างแม่นยำ

People Value มีทีมงานที่พร้อมจะช่วยวิเคราะห์หาความต้องการที่แท้จริงของคุณ พร้อมออกแบบการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความต้องการในการพัฒนา




Powered by MakeWebEasy.com